.

Tuesday, April 9, 2013

หาดสมิหลา มนตราแห่งนางเงือก

หาดสมิหลา มนตราแห่งนางเงือก



     ทริปสั้น ๆ นี้มันเริ่มจากกการ อยากหาที่ัพักผ่อนสมอง เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยและเครียดจากการทำงานมาเป็นเวลานาน สมัยอยู่กรุงเทพฯ ถ้ามีอาการแบบนี้ เรามักจะนึกถึง เฮ้ย!! เบื่อว่ะ ไปชะอำดีกว่า  ไปพัทยาดีกว่า อารมณ์เดียวกัน แต่สถานที่ต่างกัน เพราะหลังจากย้ายสำมะโนครัวตัวเองมาอยู่หาดใหญ่ ซึ่ง เป็นเมืองที่มี วิถีความเป็นอยู่ไม่แตกต่างจาก กรุงเทพฯ มีรถติด ฝนตกไม่มีปี่มีขลุ่ย ไฟแดงเยอะ ด่านตรวจ ฯลฯ  โอย สารพัดความเครียดเลยทีเดียว....


     ถ้าถามว่า เอ๊ะ...!! ชายหาดที่สงขลา มีหลายแห่ง ทำไมต้องที่นี่หล่ะ..? คำตอบคือ เพราะว่าที่คือสถานที่ตั้งของ สัญลักษณ์อันโดดเด่นประจำจังหวัด สงขลา รูปปั้นนางเงือก และ เกาะหนูเกาะแมว ตำนานอันลืือลั่น นั่นเองครับ
     



 



     เรื่องมันก็มีอยู่ว่า...(เผื่อบางท่านอาจไม่รู้)...นานมาแล้ว มีพ่อค้าจีนคนหนึ่ง คุมเรือสินค้าจากจีนมาค้าขายที่เมืองสงขลา และเมื่อขายสินค้าหมด จะซื้อสินค้าจากสงขลากลับจีนเป็นประจำ...
     วันนึง ขณะที่เดินซื้อสินค้าอยู่นั่นเอง ได้หันไปเห็น หมาและแมวคู่หนึ่ง เห็นว่าน่าเอ็นดูจึงได้ซื้อกลับลงเรือไปด้วย  นานวันเข้า เมื่อหมาและแมวอยู่บนเรือสินค้าเป็นเวลานาน ก็เริ่มเกิดความเบื่อหน่าย อยากกลับไปอยู่ที่สงขลาดังเดิม หมาได้บอกกับแมวว่า พ่อค้ามีแก้ววิเศษ เกาะแล้วจะไม่จมน้ำ แมวเกิดความคิดอยากได้ลูกแก้วมาครอง จึงได้ไปข่มขู่หนู ให้ไปขโมยมา แล้วจะพาขึ้นฝั่งไปด้วย  เมื่อเรือกลับมาที่สงขลาอีกครั้ง หนูจึงลักลอบไปขโมยแก้ววิเศษมาอมไว้ในปาก แล้ว สัตว์ทั้งสามก็ เกาะกันโดดลงน้ำ ว่ายขึ้นฝั่งที่สงขลา ระหว่างว่ายน้ำจะขึ้นฝั่ง หนูคิดได้ว่า แก้ววิเศษ ที่อยู่ในปากตัวเอง มีค่ามหาศาลจึงคิดครองไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่แมวที่ว่ายตามกันมา ก็คิดอยากได้เป็นของตนเช่นกัน เมื่อหนูหันมาเห็นจึงตกใจ ทำแก้วที่อมไว้ในปาก จมหาย สัตว์ทั้งสอง ก็ว่ายน้ำไม่ไหว จมหายไป กลายเป็นเกาะ อยู่หน้าเมืองสงขลา ส่วนหมาที่ว่ายน้ำแข็งทีสุด ก็พาตัวเองว่ายขึ้นฝั่งได้ แต่ก็หมดลมหายใจ ตายไปกลายเป็นหินภูเขาที่ริมฝั่ง เรียกว่า เขาตังกวน และ แก้ววิเศษ ได้แตกสลาย กลายเป็นหาดทราย ดังเช่นทุกวันนี้...

หาดทรายขาวยาวเหยียด บริเวณ ต้นไม้่ริมขวามือ คือจุดตั้งของนางเงือก สัญลักษณ์ของ สงขลานั่นเอง







     เล่าจบ หิวพอดี ...อันที่จริง ที่นี่เป็นชายหาดอนุุรักษ์ มันจะไม่เหมือน พัทยา หรือชะอำ ตรงที่ไม่มี เก้าอี้กับร่มชายหาดปักอยู่เต็มไปหมด ของกินก็จะมีพวก แม่ค้าริมถนนขายพวกอาหารทะเล กับหาบเร่ นั่นเอง 
  









     แต่ที่ไม่ควรพลาดครับ ปลาหมึกบด ...!!! อ๊ะ ๆ รู้น่าว่าคิดอะไร...อันที่จริง ที่ไหน ๆ ก็มีขายทั่วไปนี่นา ทำไม ทำไม ต้องถ่อมากินถึง ริมหาดสมิหลา....? คำตอบคือ น้ำจิ้มครับ...อร่อย จริง ๆ ขอบอกต่อ ไม่น่าเชื่อครับ ตรงบริเวณนี้มีขายประจำอยู่ 1 เจ้า อยู่ใกล้ ๆ กับ หน้าทางเดินเข้าไป เพื่อถ่ายรูปกับนางเงือกครับ เสียดายไม่ได้ถ่ายพ่อค้ามาด้วย...




     จบจากของคาว เราต่อด้วยของหวานอันขึ่นชื่อของหาดสมิหลา (ผมคิดว่านะ)  ใครมาก็ต้องกิน ไอศครีมกะทิสด  ซึ่งอยู่ถัดจากจุดที่เป็นางเงือก เราเดินทะลุมาอีกมุมนึงของชายหาด (ถ้าใช้รถยนต์ ต้องขับอ้อมอีกนิดนะ) จะเป็นตรงนี้ครับ...รูปปั้นคนนั่งอ่านหนังสือ...





  




    ไอศครีมลุงเริญครับ ท่านที่ไปทานแล้วจะเห็นได้ว่า กลุ่มลูกค้าของลุงแก มีตั้งแต่ ลูกเล็ก เด็กวัยรุ่น วัยทำงาน ชายหญิง จนกระทั่งวัยสูงอายุกันเลยทีเดียว อร่อยจริงหรือไม่ ตัดสินด้วยภาพนะครับ...

     จากช่วงบ่าย ๆ ที่ผมได้เดินทางจากตัวเมืองหาดใหญ่้ จนถึงช่วงเย็น ถื่อได้ว่าเป็นมินิทริป คลายเครียด ...แต่เดี๋ยวก่อน ยังครับ ยังไม่เต็มอิ่มกับการพักชาร์ตไฟให้ตัวเอง ตอนนี้เย็นแล้ว กลับที่พักก่อน



สถานที่พักของเราคือที่นี่ครับ โรงแรมกรีนเวิลด์ พาเลซ 


     อันที่จริงตั้งใจจะไปพักอีกแห่งนึงซึ่งอยู่ติดริมหาด แต่เต็มครับ... เอาน่า มาแล้วก็พักให้ได้สักที่สิน่า  เราเปลี่ยนมาพักที่นี่ กรีนเวิลด์พาเลซ (แต่งงานก็จัดทีนี่แหละ)  ด้วยความที่ สงขลาเป็นหาดอนุรักษ์  จึงมีโรงแรม ริมชายหาดเพียงไม่กี่แห่ง ที่นี่ไม่ติดชายหาดแต่จัดว่า วิวสวย โรแมนติก สุด ๆ เพราะ ระเบียงห้อง สามารถมองเห็นวิว ทะเลสาปสงขลา สะพานติณสูลานนท์ และเมืองสงขลา โดยเฉพาะเวลากลางคืน วิวสวยมากเลยทีเดียว 


และนี่คือยามเย็น เรากลับมาถึงช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกพอดี เก็บภาพมาฝาก บรรยากาศเมืองสงขลา จากบนโรงแรม


โอว...ช่างได้อารมณ์อะำไรเช่นนี้ จากความเครียดที่ผ่านมา เจอบรรยากาศแบบนี้เข้า มันยากจะอธิบายเป็นคำพูด 


ก่อนจะออกไปลุยต่อ ยังพอมีเวลาว่าง พาเด็ก ๆ ไปลงสระน้ำสักเดี๋ยว ก่อนจะสู่อาหารมื้อค่ำ


     เวลาประมาณ หนึ่งทุ่ม เราออกจากโรงแรม มุ่งสู่ ถนนวิชิราฯ ห่างจาก หาดสมิหลาไม่ไกลนัก ที่นี่จะคึกคักเป็นพิเศษใช่ช่วงกลางคืน เพราะเ็ป็นที่หาของกินอิ่มท้องไ้ด้หลายเมนู หลายร้านที่สุดแล้ว เนื่องจากเป็นเมืองเล็ก ๆ  และเราก็ทานมื้อเย็นที่นี่ ตามสะดวก อาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว อาหารพื้นเมือง ข้าวแกง เลือกร้านตามใจเลย


     แต่เมนูเด็ด ที่มาทีไรต้องกินเป็นประจำคือ ร้านนี้ครับ  โรตีอาม่า หวานมันกรอบอร่อย เคยถามเจ้าของว่าขายสูตรมั้ย แกบอกไม่ขาย เป็นสูตรเก่าแก่ ของอาม่า อยากได้ก็ไม่ว่ากัน คนทำมาหากินเหมือนกัน เดี๋ยวจดให้เลยก็ได้ นั่นประไร...!!! ใจกว้างสุด ๆ คุณเจ้าของเมื่อก่อนทำงานบริษัท สิบกว่าปี ไม่มีเงินเก็บ เลยลาออก หางานอื่นทำ จนสุดท้ายจบที่การเป็นเจ้านายตัวเอง แกบอกว่า รายได้เยอะกว่าตอนทำงานประจำมาก ทุกวันนี้ก็ขายดีจนเอาไม่ทันเลย...ก็ของมันอร่อยคนก็ชอบเป็นธรรมดา


     อิ่มท้องแล้ว ขับรถเลาะริืมหาดจะกลับโรงแรม ผ่านหาดชลาทัศน์ เหลือบไปเห็นวิวริมหาด ในคืนพระจันทร์เต็มดวง อดไม่ได้ที่จะต้องแวะสักหน่อย ตอนแรกว่าจะนั่งกินลมชมวิวสัก สิบนาที ..... และแล้วก็ล่วงเลยไป หนึ่งชั่วโมง


กลับถึงโรงแรมครับ นี่คือคำยืนยันที่ว่า เที่ยวจนเหนื่อย ตามภาพครับ สลบทั้งพี่ทั้งน้อง...





     ปิดท้ายสักนิดครับ เที่ยวอย่างอนุรักษ์ คำว่าขยะในมือท่าน ลงถังเถอะครับ หลายท่านยังทำไม่ได้ ฝากไว้ด้วยครับให้ติดเป็นนิสัย



 
กินเสร็จกันแล้วก็ทิ้งอย่างนี้เหรอ...?


หวังให้ทรัพยากรอยู่คู่ลูกหลานต่อไปด้วยมือของคนรุ่นเราเองนี่แหละครับ


     และหวังว่าวันนี้คุณจะพอมีเวลา พาครอบครัวคนทีีรักของคุณไปยังที่ ๆ ไม่เคยไป สนุกอย่างไม่มีจำกัด อย่าปล่อยให้เวลาผ่านพ้นไปจนถึงวันที่ต้องลาจากโลกนี้ไป แล้วค่อยมาบอกว่า ไปที่ชอบ ๆ ถึงตอนนั้นมันสายไปแล้วครับ  วันนี้อ่านจบทริปนี้แล้ว ยังพอมีเวลา วางโปรแกรมกันเสียแต่บัดนี้ครับ....เอ้าพูดแล้วยังเฉยอีก ... Go Go Go.....!!!!!




ทริปอื่น ๆ ที่น่าสนใจ



No comments:

Post a Comment